Full Version แนวคิดทางเศรษฐกิจยุคก่อนคลาสสิก

sithichoke.thaitech.LC2.com > Article

แนวคิดทางเศรษฐกิจยุคก่อนคลาสสิก Date : 2008-02-07 07:24:28

                                           แนวคิดทางเศรษฐกิจยุคก่อนคลาสสิก
เป็นยุคที่ให้ความสำคัญกับทฤษฏีสมบูรณาญาสิทธิ์ คือ ให้ความชอบธรรมแก่อำนาจการอ้างว่า กษัตริย์มาจากพระเจ้า และอำนาจเด็ดขาดนี้จะก่อให้เกิดความมั่นคงและสันติภาพ      นอกจากนี้ในยุคก่อนคลาสสิกมีทั้งลัทธิพาณิชย์นิยมและลัทธิธรรมชาตินิยม (Physiocrats) โดยลัทธิพาณิชย์นิยมสนใจการค้าเพราะทำให้เกิดความมั่งคั่ง ส่วนลัทธิธรรมชาตินิยมสนใจที่ดิน และผู้ที่ทำให้ที่ดินเกิดประโยชน์คือเกษตรกร ดังนั้นในยุคก่อนคลาสสิกจะขอกล่าวถึงแนวคิดทางเศรษฐกิจที่มีผู้เสนอผลงานไว้ ได้แก่
·       อริสโตเติล (Aristotle) 384 ก่อนคริสต์ศักราช
·       เซอร์วิลเลียม เพตตี (Sir William Petty) ค.ศ. 1623-1687
·       ริชาร์ด แคนทิลลอน (Richard Cantillon) ค.ศ. 1685-1734
·       ฟรองซัว เกส์เน (Francois Quesney) ค.ศ. 1694-1774
                  
6.1 อริสโตเติล (Aristotle)
                   อริสโตเติลเป็นศิษย์เอกของเพลโต เกิดเมื่อประมาณปี 384 ก่อนคริสต์ศักราชที่เมืองสตากิรัสบนแหลมแคลซิดดิค บิดาของอริสโตเติลชื่อ นิโคมาคัส เป็นแพทย์ประจำพระองค์ของกษัตริย์อะมินตัส พระราชบิดาของกษัตริย์ฟิลิปส์แห่งมาซีโดเนีย ปรัชญาของอริสโตเติลมีความ    แตกต่างจากปรัชญาของนักปราชญ์อื่นตรงที่ว่า     ปรัชญาของอริสโตเติลมีคติทางชีววิทยาเป็นจุดเด่น 
่มีบทบาทของศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง    
                   แนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจนั้นอริสโตเติลได้อธิบายถึงความมั่งคั่ง และมูลค่า ไว้ดังนี้
                   ความมั่งคั่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
                   1. ความมั่งคั่งที่แท้จริง เป็นความมั่งคั่งที่อยู่ตามธรรมชาติและมีอยู่อย่างจำกัด    ได้แก่ ที่ดิน ซึ่งต้องใช้แรงงานทำการผลิตทางด้านการเกษตร ที่ดินที่อุดมสมบูรณ์จะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรที่ได้มีทั้งปริมาณและคุณภาพ แต่ที่ดินมีจำกัดไม่สามารถสร้างเพิ่มเติมได้ ความมั่งคั่งประเภทนี้เป็นแนวคิดของลัทธิฟิซิโอแครทส์
                   2. ความมั่งคั่งที่ต้องการแสวงหา เป็นความมั่งคั่งที่ไม่จำกัดมนุษย์สามารถแสวงหาได้ เช่น การซื้อขายสินค้า การแลกเปลี่ยน สามารถทำได้โดยไม่จำกัด ความมั่งคั่งประเภทนี้ทำให้เกิดแนวคิดพาณิชย์นิยม
                   กล่าวโดยสรุปอริสโตเติลมีความคิดเห็นว่าความมั่งคั่งที่ต้องแสวงหาเป็นการขูดรีด เอากำไรเป็นสิ่งไม่ดี อย่างเช่น การให้กู้โดยเรียกเก็บดอกเบี้ยเป็นการขูดรีดที่ไม่ยุติธรรม เพราะนำไปใช้ส่วนตัว และสิ่งที่แสดงถึงความมั่งคั่งคือ เงิน เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องแสวงหาให้ได้มา ไม่ได้เกิดขึ้นเอง
 
 
ตามธรรมชาติ นอกจากนี้มนุษย์ยังเป็นผู้กำหนดมูลค่าของเงินในการแลกเปลี่ยน เพื่อความสะดวก ในการค้าขายแลกเปลี่ยน
 
                   มูลค่า (Values)
                   อริสโตเติลอธิบายว่า สินค้าทุกชนิดมีมูลค่าเพราะสามารถตอบสนองความต้องการได้ ถ้านำมาใช้ทำให้เกิดความพอใจ และสามารถนำไปแลกเปลี่ยนได้ด้วย เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค   มูลค่าแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
                   ก. มูลค่าที่เกิดจากการใช้ (Value in use) หมายถึง สินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการได้โดยตรง เช่น ดินสอนำมาใช้เขียน เสื้อผ้านำมาใช้นุ่งห่ม
                   ข. มูลค่าการแลกเปลี่ยน (Value in Exchange) หมายถึง สินค้าที่นำไปแลกเปลี่ยนกับสิ่งอื่น สินค้าที่จะวัดมูลค่าได้นั้นจะดูจากประโยชน์และต้นทุนการผลิตว่า ต้นทุนการผลิตเท่าไร และควรจะขายในราคาเท่าไร
                   นอกจากนี้ในเรื่องของราคาอริสโตเติลกล่าวถึงราคาที่ยุติธรรมต้องเป็นราคาที่ไม่ขูดรีด คือ ต้องไม่คิดค้ากำไรเกินควร
 
6.2 เซอร์ วิลเลียม เพตตี (Sir William Petty ค.ศ. 1623 – 1687)
                   เคยผ่านงานกลาสีเรือ วิศวกร นักคณิตศาสตร์ แพทย์ นักประดิษฐ์ นักภาษาศาสตราจารย์ทางดนตรี นักต่อเรือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ราชาที่ดิน รวมทั้งเป็นผู้ที่มีความคิดทางเศรษฐกิจ เพตตีเป็นผู้สนใจเศรษฐศาสตร์การเมืองและแนวคิดเศรษฐศาสตร์จุลภาค เช่น ทฤษฎีมูลค่าและค่าจ้าง (Theory of Value and Wages) ทฤษฎีกำไร (Theory of Profit) หรือทฤษฎีส่วนเกิน (Theory of Surplus) ทฤษฎีค่าเช่า (Theory of rent) ทฤษฎีอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน (Theory of interest and foreign exchanges)
                   เพตตีไม่ได้เป็นนักพาณิชย์นิยม เพราะในช่วงนั้นมีการเปลี่ยนแปลงจากทุนนิยมทางการค้าไปสู่ทุนนิยมอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงทำให้เขาสามารถพัฒนาแนวคิดทฤษฎีมูลค่าและนับได้ว่ามีส่วนพัฒนาแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์จุลภาคและมหภาคเป็นอย่างมาก
                   ผลงานของเพตตีมีหลายเล่มดังนี้
1.     A Treatise of Taxes and Contribution (ค.ศ. 1662)
2.     Verbum Sapienti (ค.ศ. 1665)
3.     Political Anatomy of Ireland (ค.ศ. 1673)
4.     Political Arithmetik (ค.ศ. 1676)
5.     Quantulumcumque, or A tract Concerning Money (ค.ศ. 1682)
6.     Essay on Political Arithemetic (ค.ศ. 1671-1687)
 
                   แนวคิดทฤษฎีที่สำคัญของเพตตี อาทิเช่น ทฤษฎีมูลค่า (Theory of Value)   แนวคิดเกี่ยวกับราคา แนวคิดเกี่ยวกับค่าเช่า แนวคิดเกี่ยวกับภาษีอากร และแนวคิดเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ มีรายละเอียดดังนี้
 
                   ทฤษฎีมูลค่า (Theory of Value)
                   เป็นทฤษฎีที่อธิบายว่ามูลค่าของสินค้ากำหนดจากจำนวนแรงงานที่ใช้ในการผลิต    สินค้าและที่ดิน ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการใช้แรงงานโดยตรงในการผลิตสินค้านั้น เพื่อการใช้แรงงาน    โดยอ้อมในการปรับปรุงที่ดิน แรงงานเปรียบเสมือนบิดาของผลิตผล และที่ดินเปรียบเสมือนมารดาของผลิตผล การแบ่งงานกันทำของแรงงาน (Division of Labour) ทำให้เกิดการผลิตและได้    ผลผลิตที่มีประสิทธิภาพ ในเรื่องทฤษฎีมูลค่าเพตตีมีความต้องการหาต้นทุนที่แท้จริง (Real Cost) โดยการใช้ปัจจัยในการผลิตอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นตัวกำหนดมูลค่า เช่น ทฤษฎีมูลค่าเชิงแรงงาน (Labour theory of Value) ที่มีการใช้แรงงานเป็นตัวกำหนดมูลค่า แต่เพตตีทราบว่า ต้นทุนที่ แท้จริงประกอบด้วยปัจจัยการผลิตสองชนิด มิใช่ชนิดเดียว แต่ถ้าจะใช้ทฤษฎีมูลค่าแบบต้นทุนที่    แท้จริงให้ได้ผลดี ก็ต้องมีปัจจัยในการผลิตเพียงชนิดเดียวเป็นตัวกำหนดมูลค่า ด้วยเหตุนี้เพตตีจึงมุ่งพยายามปรับที่ดินให้เป็นแรงงาน หรือแรงงานให้เป็นที่ดิน ก็จะได้สามารถใช้ต้นทุนที่แท้จริงได้สะดวก
ดังนั้นจึงได้พัฒนา Theory of Par ซึ่งมีแนวคิดว่า “เราควรจะยินดีที่หาการทดแทน (Par) ระหว่าง
แรงงานและที่ดินเพื่อจะได้แสดงมูลค่าอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง ความพยายามของเพตตีได้ประสบปัญหามากมาย เช่น ปัญหาเลขดัชนี (Index Number) คือจะรวมที่ดินกับแรงงานเข้า    ด้วยกันโดยไม่คิดเป็นตัวเงิน และปัญหาที่ว่าที่ดินหรือแรงงานมีหลายประเภทแตกต่างกันด้วย
 
                   แนวคิดเกี่ยวกับราคา
                   เพตตีแยกราคาออกจากมูลค่าเพราะราคาวัดด้วยเงินตราและค่าของเงินเปลี่ยนแปลงไปได้ราคาจึงไม่มีความแน่นอนเท่ากับมูลค่า การนำเงินมาแลกกับสินค้าต้องคำนึงถึงการแลกเปลี่ยนด้วย เช่น นาย ก. ผลิตข้าวสาลี 10 ถัง มาขายในตลาด นาย ข. ขุดเงินโลหะ โดยใช้แรงงานและที่ดิน และเวลาเท่ากับนาย ก. การแลกเปลี่ยนระหว่างข้าวสาลีกับเงินโลหะจะต้องแลกเปลี่ยนกันได้พอดีในตลาด ดังนั้นราคาของข้าวสาลีต้องกำหนดโดยนำเงินตราที่ผลิตได้หารด้วยปริมาณผลิตผลข้าวสาลี สมมติว่า ผลิตข้าวสาลี 10 ถัง ผลิตได้ด้วยเงินตราเท่ากับ 50 ชิลลิง ข้าวสาลี 1 ถัง มีมูลค่าเท่ากับ 5 ชิลลิง
 
 
 
 
 
                   แนวคิดเกี่ยวกับค่าเช่า
                   ตามความคิดของเพตตี ค่าเช่า คือ ส่วนเกินของที่ดินที่ใช้ในการผลิต ค่าเช่าจะถูกกำหนดโดยราคา ดังนั้นเพตตีจึงนำแนวคิดเกี่ยวกับค่าเช่ามาเกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยและการกระจายรายได้ สามารถอธิบายได้ดังนี้
                   อัตราดอกเบี้ยกับค่าเช่า อัตราดอกเบี้ยถูกกำหนดโดยค่าเช่าของที่ดิน ในกรณีการกู้ยืมที่ไม่เสี่ยง อัตราดอกเบี้ยจะเท่ากับค่าเช่า เมื่อที่ดินมีเป็นจำนวนมากและมีจำนวนเงินที่สามารถซื้อหามาได้ ในกรณีของการกู้ยืมที่เสี่ยงอัตราดอกเบี้ยก็จะสูงขึ้น
                   การกระจายรายได้กับค่าเช่า ปัจจัยการผลิตมีเพียง 2 ชนิด คือ ค่าจ้าง กับ ค่าเช่า เท่านั้น สำหรับค่าจ้างเพตตีให้ความสำคัญกับระดับอัตราค่าจ้างพอมีกินมีใช้ คือ มีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงหัวหน้าครอบครัว ภรรยา และบุตร เมื่อใดที่อัตราค่าจ้างสูงกว่าระดับอัตราค่าจ้างพอมีกินมีใช้ หัวหน้าครอบครัวจะลดเวลาทำงานลงก็จะเกิดความเกียจคร้านในหมู่แรงงาน แต่ถ้าอัตราค่าจ้างต่ำกว่าระดับอัตราค่าจ้างพอมีกินมีใช้ หัวหน้าครอบครัวก็จะไม่สามารถเลี้ยงลูกหลานของตนเองได้ ดังนั้นในการกำหนดค่าเช่า สามารถกำหนดได้ดังนี้
 
 ค่าเช่าที่ดิน = ผลิตผล – (สิ่งของที่ใช้ในการผลิต+สิ่งของที่ผู้ผลิตและครอบครัวใช้ในการครองชีพ)
                   ดังนั้นค่าเช่าที่ดินอาจจะคิดเป็นสิ่งของหรือเป็นจำนวนเงินก็ได้
 
                   แนวคิดเกี่ยวกับภาษีอากร
                   ตามความคิดของเพตตีภาษีอากร หมายถึง เงินที่รัฐบังคับเก็บจากประชาชนโดยไม่ได้รับผลตอบแทนทางตรง หรือได้รับประโยชน์ในสัดส่วนเดียวกับเงินที่ต้องจ่ายให้รัฐ ทั้งนี้เพราะรัฐจะนำเงินรายได้จากภาษีอากรไปทะนุบำรุงประเทศอันเป็นสาธารณะประโยชน์สำหรับทุกๆ คน การที่รัฐจัดเก็บภาษีอากรต่างๆ นั้นมีวัตถุประสงค์หลายประการ เช่น
-        เพื่อจัดหารายได้ในการผลิตสินค้า และบริการสาธารณะ
-        เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม
-        เพื่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
-        เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
การจัดเก็บภาษีอากรของรัฐมักคำนึงถึงหลักความยุติธรรม หลักความแน่นอน หลัก
ความสะดวก และหลักความประหยัดเป็นพื้นฐานในการจัดเก็บด้วย และจากความคิดทางการเงินของนักพาณิชย์นิยมเพตตีต้องการให้รัฐบาลเก็บภาษีในตอนที่มีเงินมาก จึงจะไม่ทำให้เกิดความขาดแคลนเงินในตลาดอีกด้วย
 
 
 
 
                   แนวคิดเรื่องการค้าระหว่างประเทศ
                   จากการที่รัฐบาลจัดเก็บภาษีเพิ่มมากขึ้นทำให้รายจ่ายในการซื้อสินค้าและบริการของประชาชนลดลง และเนื่องจากเพตตีมีความคิดในเรื่องการค้าระหว่างประเทศและการเงินเป็นแบบพาณิชย์นิยม จึงมีความเป็นห่วงว่าจะมีเงินหมุนเวียนไม่เพียงพอสำหรับการผลิตและการค้า ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับอัตราการหมุนเวียนของเงินตรา เพราะกลัวว่าเงินตราจะขาดแคลน
 
6.3 ริชาร์ด แคนทิลลอน (Richard Cantillon ค.ศ. 1685 - 1734)
                   มีผลงานหลักทางด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ครอบคลุมด้านเศรษฐศาสตร์ ชื่อ Essai sur la Nature der Commerce en Generalตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1755 ผลงานของแคนทิลลอนชิ้นนี้นับว่ามีความสำคัญและทำให้ประวัติลัทธิเศรษฐกิจมีความสำคัญมากขึ้น เนื้อหาหนังสือของ แคนทิลลอนแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
                   ส่วนที่ 1 มี 17 บท ครอบคลุมเนื้อหาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์การเมือง ธรรมชาติของความมั่นคง การจัดองค์กรทางสังคม ค่าจ้างแรงงาน ทฤษฎีมูลค่า มูลค่าเปรียบเทียบระหว่างแรงงานกับที่ดิน
                   ส่วนที่ 2 ครอบคลุมการแลกเปลี่ยนระหว่างของต่อของ ราคา การหมุนเวียนของเงิน และอัตราดอกเบี้ย
                   ส่วนที่ 3 ครอบคลุมการค้าระหว่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ธนาคาร
และเครดิต
                   ในที่นี้จะขอกล่าวถึงการผลิต ประชากร มูลค่าและราคา การกระจายรายได้ การเงิน
และการค้าระหว่างประเทศ ดังมีรายละเอียดดังนี้
 
                   การผลิต
                   ในเรื่องการผลิตและปัจจัยในการผลิต แคนทิลลอนเน้นปัจจัยการผลิต 2 ชนิด คือ แรงงานและที่ดิน ขณะเดียวกันการผลิตต้องใช้ทุนและต้องมีผู้จัดการในการผลิต หรือผู้ประกอบการ ที่จะทำการเสี่ยงภัย และจัดการปรับตัวการผลิตให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภค แต่ทุนและผู้ประกอบการแคนทิลลอนไม่ให้ความสำคัญมากนักในการผลิต
                   เมื่อผลิตสินค้าออกมาแล้วแคนทิลลอนมีแนวคิดว่า ผู้ซื้อและผู้ขายมีจุดประสงค์และความต้องการของตนเอง ผู้ซื้อต้องการซื้อสินค้าชนิดใด ผู้ขายก็ต้องตอบสนองและทำการผลิตให้ตรงตามความต้องการของผู้ซื้อ เพื่อจะขายสินค้าได้และมีกำไร การปรับตัวของระบบเศรษฐกิจให้เข้าสู่ภาวะสมดุลเป็นไปในแนวที่ผู้จัดการในการผลิตปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของผู้ซื้อเสมอ
 
 
 
 
                   ทฤษฎีราคาและมูลค่า
                   ในเรื่องของราคาแคนทิลลอนกล่าวว่า ราคาที่ปรากฏในตลาด หรือราคาที่เป็นจริง ในระยะสั้นราคาตลาดอาจเท่ากับหรือแตกต่างจากมูลค่าได้ แต่ในระยะยาวราคาตลาดจะปรับให้เท่ากับมูลค่าเสมอ แต่ถ้าในกรณีผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงรสนิยม คือ มีความนิยมในสินค้าบางประเภทมากขึ้น จะทำให้ความต้องการในสินค้าเพิ่มขึ้นราคาตลาดจึงสูงกว่ามูลค่า เมื่อสินค้ามีราคาสูงขึ้นผู้ซื้อก็จะซื้อน้อยลง แต่ยังซื้อในจำนวนมากกว่าก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในรสนิยม และในกรณีที่สินค้าที่ไม่เป็นที่นิยมก็จะมีความต้องการลดลงราคาตลาดก็จะลดต่ำมูลค่า เมื่อราคาลดลงผู้ซื้อจะนิยมซื้อสินค้ามากขึ้นมีการขาดทุนหรือกำไรน้อย ผู้ประกอบการที่แสวงหากำไรสูงสุดจึงมีการโยกย้ายทรัพยากรจากการผลิตสินค้าที่มีราคาต่ำกว่า ไปทำการผลิตสินค้าที่มีราคาสูง ซึ่งจะทำให้อุปทานของสินค้าประเภทที่หนึ่งเพิ่มขึ้น และอุปทานของสินค้าประเภทที่สองลดลง การปรับตัวของด้านอุปทานจะเกิดขึ้นเมื่อราคาตลาดแตกต่างจากมูลค่า ถ้าราคาตลาดสูงกว่ามูลค่าอุปทานจะเพิ่มขึ้น  แต่ถ้าราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าอุปทานจะลดลง ทำให้ราคาสินค้าประเภทที่หนึ่งลดลง ราคาสินค้าประเภทที่สองเพิ่มขึ้น หลังจากนั้นก็จะมีการปรับตัวจนราคาตลาดเท่ากับมูลค่าอีกครั้งหนึ่ง
                   ส่วนมูลค่าหรือราคาในทัศนะของแคนทิลลอนได้นำมูลค่าที่แท้จริงและมูลค่าตลาดมาพิจารณาด้วย มูลค่าที่แท้จริงถูกกำหนดโดยแรงงานและที่ดินที่ใช้ในการผลิต แรงงานและที่ดินถูกกำหนดให้เป็นต้นทุนการผลิต แต่บางกรณีมูลค่าที่แท้จริงจะถูกกำหนดโดยต้นทุนการผลิตซึ่งรวมถึงค่าจ้างและต้นทุนวัตถุดิบด้วย ดังนั้นมูลค่าหรือราคาจะไม่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
                   ในเรื่องมูลค่าแคนทิลลอนได้ประสบปัญหาเรื่องมูลค่าเปรียบเทียบหรือมูลค่าที่ทดแทนกันระหว่างที่ดินและแรงงานเช่นเดียวกับเพตตี แต่ภายหลังแคนทิลลอนก็สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ โดยให้มูลค่าเปรียบเทียบต้นทุนแรงงานในระดับยังชีพมีมูลค่าเท่ากับที่ดิน
 
                   ค่าเช่า
                   ตามความคิดของแคนทิลลอน ค่าเช่าเป็นส่วนที่เหลือของรายรับหลังจากหักค่าจ้างออกแล้ว ดังนั้นค่าเช่าที่ดินสำหรับการผลิตทางกสิกรรมแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นส่วนของชาวนาชาวสวนที่ใช้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเมล็ดพืช เครื่องมือครองชีพ ส่วนที่สองเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับลูกจ้างและสัตว์ และส่วนที่สาม คือ ค่าเช่าที่ดินที่แท้จริงหรือค่าเช่าที่ดินสุทธิจ่ายให้กับเจ้าของ ที่ดิน
 
                   อัตราดอกเบี้ย
                   แคนทิลลอนเชื่อว่าปริมาณเงินหมุนเวียนมีผลกระทขต่อระดับราคาสินค้าแต่ไม่กระทบ
ต่ออัตราดอกเบี้ย เพราะอัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับปริมาณเงินที่หยิบยืมได้ และผู้มีอาชีพให้ยืมเงิน     ซึ่งเป็นพวกนายธนาคารหรือเจ้าของที่ดิน
 
 
                   ผู้ยืมเงิน หมายถึง ผู้ประกอบการที่ไม่มีทุน และประชาชนที่ใช้จ่ายไปมากกว่ารายได้ที่มีอยู่
                   อัตราดอกเบี้ยเกิดจากการต่อรองระหว่างผู้ต้องการยืมกับผู้ให้ยืม ถ้าในกรณีอัตรากำไรของการลงทุนสูงอุปสงค์ของเงินที่กู้ยืมก็จะสูงและอัตราดอกเบี้ยก็จะสูง หรือสำหรับการลงทุนที่ต้องมีการเสี่ยงภัยมากอัตราดอกเบี้ยก็จะสูงเช่นเดียวกัน ในทำนองกลับกันการลงทุนที่มีการเสี่ยงภัยน้อยอัตราดอกเบี้ยจะลดลง การซื้อพันธบัตรหรือการไถ่ถอนหนี้สินต่างๆ ของรัฐบาลโดยธนาคารกลางจะมีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยโดยทั่วไปลดลง
 
                   แนวคิดเกี่ยวกับการเงิน
                   ตามแนวคิดของแคนทิลลอน ค่าของเงินหมายถึง การนำเอาโลหะมากำหนดมูลค่าของเงิน ส่วนราคาของเงินในตลาดอาจแตกต่างจากมูลค่าขึ้นอยู่กับว่ามีเงินในตลาดมีมากหรือน้อย ถ้ามีเงินมากราคาของเงินก็จะต่ำลงและถ้ามีเงินน้อยราคาของเงินก็จะเพิ่มขึ้นเสมอ ดังนั้นราคาของเงินจะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงเสมอ สำหรับปริมาณเงินหมุนเวียนในตลาดจะขึ้นอยู่กับอัตราการหมุนเวียนของเงิน (Velocity of Circulation) ด้วยปริมาณเงินอาจมีน้อย แต่ถ้าอัตราการหมุนเวียนของเงินหมุนเวียนได้รวดเร็วก็มีผลทำให้ปริมาณเงินมากเช่นกัน แคนทิลลอนเป็นนักคิดทางเศรษฐศาสตร์ คนแรกที่นำเอาอัตราหมุนเวียนมาใช้ในทฤษฎีปริมาณเงินในการกำหนดค่าของเงิน นอกจากนี้     แคนทิลลอนยังได้คำนวณว่าการซื้อขายสินค้ากันในระบบเศรษฐกิจนั้นมีการใช้เงิน 2 ใน 3 ของค่าเช่าที่ดิน หรือเท่ากับ 1 ใน 9 ของผลิตผลทางกสิกรรมของระบบเศรษฐกิจ แคนทิลลอนเชื่อว่าประเทศต้องมีปริมาณเงินเพียงพอและมีดุลการค้าเกินดุล ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเพิ่มการว่าจ้างแรงงาน สำหรับปริมาณเงินไม่ควรมีมากจนเกินไป เพราะจะทำให้สินค้ามีราคาสูง สินค้าเข้ามีราคาถูกเมื่อเทียบกับ สินค้าที่ผลิตในประเทศและสินค้าออกจะมีราคาแพงและแข่งขันกับต่างประเทศไม่ได้ ในทางตรงกันข้ามเมื่อดุลการค้าขาดดุล การผลิตและการว่าจ้างแรงงานจะซบเซามาก การพิจารณาว่าเงินหมุนเวียน
มีมากหรือน้อยไม่ได้นับเงินที่มีอยู่ในคลังและธนาคารกลาง    ดังนั้นเมื่อมีดุลการค้าเกินดุลก็อาจเก็บภาษี นำเงินเข้าคลังและเข้าธนาคารกลางก็จะไม่มีผลทำให้ราคาเพิ่มขึ้น หากไม่ดำเนินการเช่นนี้ระบบเศรษฐกิจก็จะมีเงินมากเกินไปราคาก็จะเพิ่มขึ้น
                   กล่าวโดยสรุป แคนทิลลอนมีความคิดในเรื่องการเงิน การธนาคาร อย่างกว้างขวางและเป็นนักเศรษฐศาสตร์คนแรกที่เขียนเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจเสรีว่ามีการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างไร
 
6.4 ฟรองซัว เกสเน (Francois Quesnay)
                   แพทย์ประจำพระองค์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 และแพทย์ประจำตัวของมาดาม   ปอมปาดูว์ พระสนมคนโปรดมีอำนาจทางการเมืองมาก เกสเน เป็นผู้ให้ชื่อลัทธิธรรมชาตินิยม (Physiocrats) Physio แปลว่าร่างกาย และ crats แปลว่าลัทธิ เขาได้เปรียบเทียบระบบเศรษฐกิจ
 
เหมือนร่างกายมนุษย์ มีการไหลเวียนของโลหิต ระบบเศรษฐกิจจะมีการหมุนเวียนสินค้าเกษตรกรรมจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค คือ เจ้าของทรัพย์สิน และประชาชนทั่วไป ซึ่งจะอธิบายในแผนผังเศรษฐกิจต่อไป
                   สิ่งสำคัญที่กล่าวในลัทธิธรรมชาตินิยม คือ ความมั่งคั่ง สิ่งที่แสดงถึงความมั่งคั่งไม่ใช่ปริมาณเงินแต่ประกอบไปด้วยผลผลิตที่เกษตรกรเพาะปลูกขึ้นมา เพื่อให้มนุษย์ใช้จ่ายและบริโภคความมั่งคั่งของประชาชนและประเทศจะเพิ่มขึ้นเมื่อผลผลิตทางการเกษตรและแร่ธาตุมีราคาเกิน   ต้นทุนซึ่งเรียกว่าส่วนเกิน อาทิเช่น การผลิตที่ทำโดยช่างฝีมือเป็นการผลิตที่เพียงแค่เปลี่ยนรูปวัตถุดิบให้เป็นรูปสินค้าแบบใหม่ แต่ที่เรียกว่าส่วนเกินนั้นหมายความว่า การผลิตใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นการใช้วัตถุดิบและแรงงานทำให้ได้วัตถุสำเร็จรูปขึ้นมา
                   ผลงานที่สำคัญของเกสเน มีดังนี้
¨     Tableau Economique (ตารางเศรษฐกิจ) เขียนในปี ค.ศ. 1758
¨     Droit Naturel กฎธรรมชาติ เขียนในปี ค.ศ. 1765
¨     Du Commerce กฎการค้า เขียนในปี ค.ศ. 1766
¨     Despotisme de la Chine ลัทธิเผด็จการของประเทศจีน เขียนในปี ค.ศ. 1767
เกสเนยังได้อธิบายการจัดระเบียบโดยธรรมชาติจะบันดาลให้มนุษย์บรรลุวัตถุประสงค์
มนุษย์ทุกคนควรแสวงหาความสุขและความพอใจให้ได้มากที่สุด ต่อจากนั้นธรรมชาติจะจัดสิ่งที่พอใจนั้นให้เอง คือ ปล่อยให้เป็นไปเอง (Laissez Faire) ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวธรรมชาติจะปรับตัวของมันเอง อาทิเช่น การค้าควรเปิดเสรีถึงแม้ว่าจะไม่ได้ก่อให้เกิดผลผลิต แต่ธรรมชาติจะผลักดันทำให้เกิดการผลิตและการแข่งขันการค้าเสรี และปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพในที่สุด
                   เกสเนได้อธิบายถึงระบบเศรษฐกิจที่เป็นไปตามธรรมชาติ คือ ระบบเศรษฐกิจแบบเสรี โดยปล่อยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินไปเองตามตารางเศรษฐกิจ ซึ่งเกสเนเรียกแบบจำลองทางเศรษฐกิจนี้เป็นต้นแบบของระบบเศรษฐกิจเสรีในปัจจุบัน โดยมีข้อสรุปดังนี้
1.      ที่ดินทั้งหมดใช้ในการเพาะปลูก
2.      ใช้เทคนิคที่ดีที่สุดสำหรับการผลิตในเวลานั้น
3.      มีการค้าแบบเสรีทั้งภายในและภายนอกประเทศ
4.   ประชากรครึ่งหนึ่งเป็นภาคเกษตรกรรม หนึ่งในสี่เป็นขุนนางเจ้าของที่ดิน ส่วนที่เหลือเป็นผู้ผลิตในทางอุตสาหกรรม
5.   แบ่งบุคคลเป็น 3 ชั้น คือ ขุนนางเจ้าของที่ดิน ผู้ผลิตทางกสิกรรมและผู้ผลิตทางอุตสาหกรรม ปัจจุบันเป็นภาคเอกชนและภาครัฐบาล
ชนชั้นขุนนางเจ้าของที่ดินเป็นชนชั้นเจ้าของทรัพย์สิน (Proprietary Class) ทำหน้าที่
ปรับปรุงที่ดินหรือเตรียมที่ดินให้เกษตรกรทำการเพาะปลูก
 
 
                   ผู้ผลิตทางกสิกรรมเป็นชนชั้นที่ก่อให้เกิดผลิตผล (Productive Class) ซึ่งได้แก่ เกษตรกร (farmers) ชาวประมง ชาวเหมืองแร่ ซึ่งเป็นผู้ก่อให้เกิดผลิตผลโดยผลิตวัตถุดิบเป็นปัจจัยสี่เลี้ยงประชากร ซึ่งจะเรียกว่า ผู้ผลิตทางเกษตรกรรม
                   ผู้ผลิตทางอุตสาหกรรมเป็นชนชั้นที่ไม่ได้ก่อให้เกิดผลิตผล (Unproductive Class  หรือ Sterile Class) ซึ่งได้แก่ พ่อค้า นักอุตสาหกรรม ช่างฝีมือ ผู้ประกอบวิชาชีพและผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ซึ่งได้แก่ แพทย์ ทนายความ ถือว่าไม่ได้ก่อให้เกิดผลผลิต เพราะอาศัยที่ดินที่ธรรมชาติให้มาและแรงงานทำธุรกิจอย่างอื่น เป็นเพียงเปลี่ยนวัตถุดิบที่ได้มาจากการเกษตรแล้วเปลี่ยนรูปเป็นสินค้าอย่างอื่น จึงถือว่าไม่มีประสิทธิภาพ (Sterile)
                                     ในที่สุดผู้ผลิตทางอุตสาหกรรมและขุนนางเจ้าของที่ดินใช้เงินที่ตนได้รับไปซื้อซึ่งปัจจัยสี่จากผู้ผลิตทางเกษตรกรรมเท่ากับจำนวนเงินที่ได้รับจากเกษตรกรรมจนหมด ซึ่งครบวงจรแรก
การหมุนเวียนของรายได้ที่เริ่มใหม่ก็จะไหลวนอยู่อย่างนี้เหมือนสายโลหิต
                   การที่เกสเนแบ่งบุคคลเป็นชนชั้นก็เพื่อต้องการให้ทราบว่าภาคต่างๆ ในประเทศ
ฝรั่งเศสมี 3 ภาคด้วยกัน คือ ภาคแรกการผลิตทางเกษตรกรรม ภาคที่สองการผลิตทางอุตสาหกรรม ภาคสุดท้ายคือขุนนางเจ้าของที่ดิน รวมทั้งรัฐบาล
                   ผู้ผลิตทางอุตสาหกรรมเมื่อมีรายได้แล้วก็จ่ายทดแทนต้นทุนในการผิต ส่วนที่เหลือก็ใช้ในการครองชีพของตนเองและครอบครัว ส่วนผู้ผลิตในทางเกษตรกรรมมีรายได้จากการผลิตมาแล้วก็ใช้ครึ่งหนึ่งในการชดเชยต้นทุนในการผลิตและครองชีพสำหรับตนเองและครอบครัว ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งเป็นผลิตผลสุทธิ ผลิตผลสุทธินี้ผู้ผลิตในทางเกษตรกรรมจ่ายให้กับเจ้าของที่ดินเป็นค่าเช่าที่ดิน
                   นอกจากนี้เกสเนยังได้กล่าวถึงการลงทุนชนิดต่างๆ ในทางเกษตรกรรม ซึ่งประกอบด้วยการลงทุน 3 ประเภท คือ
                   1. การลงทุนแต่แรกเริ่ม (Advances Fonciers) เป็นการปรับปรุงที่ดินโดย     เจ้าของที่ดิน เช่น การทำบ่อและการทำท่อระบายน้ำ
                   2. การลงทุนเบื้องต้น (Advances Primitives) เป็นการลงทุนในเครื่องมือเครื่องใช้
ในการผลิต ในการผลิตระยะยาวมีค่าเสื่อมราคาประมาณร้อยละ 10 ต่อปี
                   3. การลงทุนประจำปี (Advances Annuelles) เป็นการลงทุนระยะสั้น เป็นเงิน
หมุนเวียนต้องมีการลงทุนทุกปี
 
                   การลงทุนเบื้องต้นกับการลงทุนประจำปีกระทำโดยผู้ผลิต การลงทุนประจำปีนั้นผู้ผลิต
จะต้องมีเงินเหลือ เมื่อขายผลิตผลแล้วเพียงพอที่จะชดเชยการลงทุนประจำปีร้อยละ 10 ของการ    ลงทุนเบื้องต้น เมื่อใดไม่ได้ลงทุนตามจำนวนดังกล่าว จะมีเครื่องมือเครื่องใช้ไม่เพียงพอในการผลิต เพื่อสนองความต้องการของผู้ซื้อและการผลิตในระบบเศรษฐกิจจะลดลง นอกจากนี้เกสเนยังกำหนดให้เจ้าของที่ดิน 1 ใน 3 ของค่าเช่าเป็นการลงทุนรายจ่ายในการลงทุนดังกล่าวปะปนอยู่กับรายจ่าย
 
ตามปกติของแต่ละภาค รายรับของขุนนางเจ้าของที่ดินแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ การลงทุน ภาษีและการครองชีพอย่างละ 1 ใน 3
 
                   แนวคิดเกี่ยวกับราคา
                   เกสเนไม่ได้สนใจราคานัก ในเรื่องราคาเกสเนใช้ต้นทุนในการผลิตเป็นตัวกำหนดราคา การที่มีราคาในประเทศสูงพอสมควรทำให้ผู้ผลิตอยู่ดีกินดี ทำการผลิตอย่างรวดเร็วก็ทำให้เกิดผลิตผลและความเป็นอยู่ดี
                   การค้าระหว่างประเทศส่งผลให้ผลิตผลของประเทศได้ราคาดี การที่ผู้ผลิตขายสินค้าและบริการได้ราคาดี เป็นไปตามข้อสมมติเบื้องต้นของการดำเนินกิจกรรมในทางเศรษฐกิจตามตารางเศรษฐกิจ
 
                   แนวคิดระหว่างรายได้และรายจ่าย
                   ความสัมพันธ์ของรายได้และรายจ่ายในตารางเศรษฐกิจเป็นแบบมหภาคแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รายจ่ายของคนกลุ่มหนึ่งเป็นรายได้ของคนอีกกลุ่มหนึ่งและการออมทรัพย์ก่อให้เกิดการลงทุนเสมอ รายรับและรายจ่ายของผู้ผลิตจะขึ้นอยู่กับรายจ่ายของเจ้าของที่ดินเสมอ เจ้าของที่ดินเท่านั้นที่มีรายจ่ายเป็นอิสระจากวงจรรายรับรายจ่ายในแต่ละงวด และผู้ผลิตทางอุตสาหกรรมเท่านั้นที่ทำการค้าระหว่างประเทศได้
 
                   บทบาทของภาคเกษตรกรรม
                   เกสเนมีแนวคิดว่าการผลิตในภาคเกษตรกรรมเท่านั้นที่มีผลิตผลสุทธิและมีที่ดินเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ผลผลิตสุทธินั้นเกิดจากความสามารถของแรงงานในภาคเกษตร อย่างไรก็ดีเกสเนยังเห็นว่าการค้ามีส่วนสนับสนุนให้สาขาเกษตรกรรมมีความมั่งคั่ง โดยในระดับประเทศจะต้องให้การส่งเสริมและสนับสนุนการเกษตรตลอดจนขจัดอุปสรรคต่างๆ และควรมีการส่งออกเมล็ดพันธุ์พืชและวัตถุดิบได้โดยเสรี การที่ราคาสินค้าเกษตรดีก็จะกระตุ้นให้มีการเพาะปลูกมากขึ้น ดังนั้นเพื่อให้ประเทศฝรั่งเศสเจริญก้าวหน้าจะต้องสนับสนุนการเกษตรกรรมเป็นหลัก เพราะเป็นอาชีพของประากรส่วนใหญ่
 
                   บทบาทของรัฐ
                   รัฐบาลเป็นผู้กำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไว้ ถ้าหากปล่อยให้ตลาดกำหนดอัตรา   ดอกเบี้ยเอง ผู้ให้กู้จะเอาเปรียบผู้กู้เกินไป นอกจากการกำหนดอัตราดอกเบี้ยแล้ว เกสเนยังให้รัฐเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 2 ประการ คือ การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีอากรใหม่และล้มล้างสถาบันที่กีดขวางต่อระบบเศรษฐกิจแบบเสรี
 
 
                   สำหรับการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีอากรใหม่จากเดิมที่ชนชั้นขุนนางที่มิได้ถูกเก็บภาษี และการเก็บภาษีในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นการเก็บภาษีหลายชนิดเปลี่ยนมาเป็นภาษีชนิดเดียว (Impot Unique) จากชนชั้นขุนนางผู้ปกครองประเทศซึ่งมีเงินเหลือจ่ายจึงเป็นผู้รับภาระภาษี และหลักการจัดเก็บภาษีนั้นต้องมีความยุติธรรมโดยที่ขุนนางต้องไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ การจัดเก็บภาษีจากแรงงานเป็นภาษีชนิดเดียวเก็บจากผลิตผลสุทธิที่แท้จริงและเก็บตามหลักความสามารถ
 
สรุป
                   แนวคิดทางเศรษฐกิจยุคก่อนคลาสสิก เป็นยุคที่ให้ความสำคัญกับทฤษฎีธรรมชาติและความเสรี ในยุคนี้มีนักคิดหลายท่านได้เสนอผลงานที่สำคัญได้แก่อริสโตเติล เซอร์วิลเลียม เพตตี ริชาร์ด แคนทิลลอน และฟรองซัว เกสเน
                   อริสโตเติลกล่าวถึงความมั่งคั่งแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ความมั่งคั่งที่แท้จริงกับความมั่งคั่งที่ต้องแสวงหา ความมั่งคั่งที่ต้องแสวงหาเป็นการขูดรีดเอากำไร ส่วนความมั่งคั่งที่แท้จริงเป็นความมั่งคั่งที่อยู่ตามธรรมชาติ นอกจากนี้อริสโตเติลยังกล่าวถึงมูลค่าที่เกิดจากการใช้และมูลค่าการแลกเปลี่ยน มูลค่าที่เกิดจากการใช้หมายถึงสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการโดยตรง ส่วน   มูลค่าการแลกเปลี่ยนหมายถึงสินค้าที่นำไปแลกเปลี่ยนกับสิ่งอื่น
                   เซอร์ วิลเลียม เพตตีไม่ได้เป็นนักพาณิชย์นิยมเพราะในช่วงนั้นมีการเปลี่ยนแปลงจากทุนนิยมทางการค้าไปสู่ทุนนิยมอุตสาหกรรม จึงทำให้เขาสามารถพัฒนาแนวคิดทฤษฎีมูลค่า ซึ่งนับได้ว่ามีส่วนพัฒนาแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์จุลภาค และมหภาคเป็นอย่างมาก
                   ริชาร์ด แคนทิลลอนได้กล่าวในเรื่องการผลิตและปัจจัยในการผลิตมี 2 ชนิด คือ แรงงานและที่ดิน ส่วนทฤษฎีราคาและมูลค่าแคนทิลลอนกล่าว่า ราคาที่ปรากฏในตลาดคือราคาที่แท้จริง ในระยะสั้นราคาตลาดอาจเท่ากับหรือแตกต่างจากมูลค่าได้ แต่ในระยะยาวราคาตลาดจะปรับให้เท่ากับมูลค่าเสมอ ในเรื่องแนวคิดเกี่ยวกับการเงิน แคนทิลลอนได้นำเอาโลหะมากำหนดมูลค่าของเงิน ส่วนราคาของเงินในตลาดอาจแตกต่างจากมูลค่าขึ้นอยู่กับว่าเงินในตลาดมีมากหรือน้อย
                   ฟรองซัว เกสเนเป็นผู้ให้ชื่อลัทธิธรรมชาตินิยม เขาได้เปรียบเทียบระบบเศรษฐกิจเหมือนร่างกายมนุษย์ มีการไหลเวียนของโลหิต ระบบเศรษฐกิจจะมีการหมุนเวียนสินค้าเกษตรกรรมจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค คือ เจ้าของทรัพย์สินและประชาชนทั่วไป
 
 
  
คำถามท้ายบท
 
1.      อริสโตเติลเป็นศิษย์เอกของเพลโต ได้อธิบายความมั่งคั่งและมูลค่าไว้อย่างไร
2.      เซอร์ วิลเลียม เพตตีได้อธิบายทฤษฎีมูลค่า แนวคิดเกี่ยวกับราคาและค่าเช่าไว้อย่างไร
3.      ริชาร์ด แคนทิลลอนได้อธิบายแนวคิดเกี่ยวกับการเงิน อัตราดอกเบี้ย และค่าเช่าไว้อย่างไร

จงวาดรูปแสดงแผนผังการไหลเวียนของรายได้ของประเทศามแนวคิดของนายแพทย์ฟรองซัว เกสเน

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""


ความคิดเห็น