http://thaitechnical.igetweb.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 Home

 Article

 Gallery

 Amazon Online Shopping

 Aircraft Description

 Webboard

 Contact Us

สถิติ

เปิดเว็บ04/01/2008
อัพเดท13/07/2014
ผู้เข้าชม573,727
เปิดเพจ805,446

บริการ

Home
Article
Gallery
Webboard
Songkran Festival
Aircraft Oldnest
Aircraft Flighter
Links
B777 Part No.
Thai family
Air line partner
How to connectToken ring lan
Script Map of Thailand
Online Games
New program for download

Amazon online shopping

All Concerning About Thailand

Educations

Computers/Component Computers

Tour Board

Download

Links

Airport of Thailand

Nice to Know

Contact Us

ปฎิทิน

« November 2014»
SMTWTFS
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30      

Alternative content

iGetWeb.com
iGetWeb.com

เงินเฟ้อ เงินฝืด เงินตึงตัว และเงินผ่อนคลาย

 
เงินเฟ้อ   (Inflation)
                เงินเฟ้อ   หมายถึง ภาวะที่ระดับราคาสินค้าสูงขึ้นเรื่อยๆ (rising prices) => ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index)  “เงินเฟ้อที่ถูกกดดัน” (Suppressed Inflation) เป็นเงินเฟ้อที่มักจะพบบ่อยในเวลาเกิดสงคราม หรือเกิดขาดแคลนสินค้าอย่างรุนแรง
 
ประเภทของอัตราเงินเฟ้อ
ตามหลักวิชาการจะแบ่งอัตราเงินเฟ้อเป็น 3  ประเภท คือ
1. เงินเฟ้ออย่างอ่อน คือ อัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นไม่เกินร้อยละ 5 ซึ่งถือว่าเป็นภาวะปกติและไม่มีผลเสียหายต่อภาวะเศรษฐกิจ ทำให้มีการกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจทางด้านการลงทุน การผลิต การจ้างงาน และรายได้ประชาชาติ
 2.  เงินเฟ้อปานกลาง คือ  อัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นเกินร้อยละ 5 ~ 20 %
รัฐบาลจะยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ไขโดยใช้มาตรการทางการเงินและการคลัง
3. เงินเฟ้ออย่างรุนแรง คือ การที่ระดับราคาสินค้าสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นไปอย่างกว้างขวาง โดยระดับราคาจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า  20 % ต่อปี ทำให้อำนาจการซื้อของเงินลดลงอย่างรวดเร็วมาก อย่างเช่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเยอรมัน จีนและประเทศไทย   ได้พิมพ์ธนบัตรออกใช้อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด     จึงเกิดเงินเฟ้ออย่างรุนแรง
 
สาเหตุที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ
มาจากการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์มวลรวม(Aggregate Demand) และอุปทานมวลรวม (Aggregate Supply) ซึ่งพอจะจำแนกได้ 3 ประการใหญ่ๆดังนี้
1.       เงินเฟ้อที่เกิดจากอุปสงค์มวลรวมเพิ่มขึ้น(Demand Pull Inflation)
2.       เงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนสูงขึ้น(Cost-Push Inflation)
3.       เงินเฟ้อที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้าง(Structural Inflation)
1.       เงินเฟ้อที่เกิดจากอุปสงค์มวลรวมเพิ่มขึ้น (Demand Pull Inflation)
คือการปริมาณสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ไม่เพียงพอตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นในอุปสงค์มวลรวม
สาเหตุที่ทำให้อุปสงค์มวลรวมเพิ่มขึ้น
1.1 การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนการผลิตสินค้าไม่ทันกับความต้องการ
1.2    การใช้จ่ายของภาครัฐบาลเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น
1.3    การใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น
1.4    ความต้องการสินค้าจากประเทศของเราของชาวต่างประเทศเพิ่มขึ้น
ข้อที่น่าสังเกตประการหนึ่งคือการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์มวลรวมต่อสินค้าและบริการทุกชนิดได้มีผลทำให้ระดับราคาสูงขึ้นเรื่อยๆก็จริง แต่การสูงขึ้นของราคาดังกล่าวเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตทำการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น เพื่อหวังจะได้กำไรเพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณการผลิตสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นตามมาในเวลาต่อมา และช่วยบรรเทาการสูงขึ้นของระดับราคาไม่ให้มากนักได้
2.    เงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนสูงขึ้น (Cost-Push Inflation)
               สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แบ่งออกเป็น 2 ประการคือ
1.1    การเรียกร้องค่าจ้างแรงงานเพิ่มของปัจจัยแรงงาน(Wage-Push Inflation)
1.2    เงินเฟ้อที่เกิดจากการเพิ่มกำไรของผู้ผลิต
1.3    เงินเฟ้อที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง(Structural Inflation)
กรณีที่ประเทศเกิดภาวะสงคราม ทำให้รัฐบาลต้องใช้จ่ายเงินในการสงครามและจำกัดขอบเขตการบริโภคของประชาชนทั่วไป เพื่อนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้การผลิตอาวุธ ในช่วงสงคราม
ผลกระทบของเงินเฟ้อ
1. ผลต่อความต้องการถือเงิน   ภาวะเงินเฟ้อจะทำให้ค่าของเงินลดลง เพราะเมื่อราคาสินค้าแพงขึ้น เงินเท่าเดิมจะซื้อของได้น้อยลง
2. ผลกระทบต่อรัฐบาล   รัฐบาลมักจะได้รับประโยชน์จากภาวะเงินเฟ้อ นั่นคือ ภาวะเงินเฟ้อจะทำให้ประชาชนมีรายได้ที่เป็นตัวเงินเพิ่มสูงขึ้น ถ้ารัฐเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า ก็จะเก็บภาษีได้มากขึ้น มีรายได้มากขึ้น ส่วนทางด้านรายจ่ายของรัฐนั้นถ้าเป็นจำนวนที่คงที่ เช่น เงินเดือน, บำนาญ, เงินสงเคราะห์ต่าง ๆ รัฐก็จะได้ประโยชน์เพราะเงินนั้นมีค่าน้อยลง 
3. ผลที่มีต่อการกระจายรายได้   เมื่อเกิดเงินเฟ้อจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในการกระจายรายได้ของบุคคล เช่น
 1) ผู้มีรายได้เป็นจำนวนเงินคงที่ตายตัวหรือรายได้ประจำจะเสียเปรียบ   เพราะค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จะสูงขึ้น เนื่องจากสินค้าแพงขึ้น  แต่รายได้ที่เป็นตัวเงินยังคง
2)     ลูกหนี้จะได้เปรียบในขณะที่เจ้าหนี้
3)     ผู้ถือทรัพย์สินที่เป็นตัวเงินแน่นอน เช่น เงินสด เงินฝากประจำ หุ้นกู้ พันธบัตรจะเสียเปรียบ เพราะเงินลดค่าลง     
 
การแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ
ทำได้โดยดูว่าภาวะเงินเฟ้อเกิดจากสาเหตุใด
1.       ภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากอุปสงค์มวลรวมเพิ่มขึ้น ทำได้โดยลดอุปสงค์มวลรวมโดย
1.1                ลดค่าใช้จ่ายการบริโภคส่วนบุคคล (Consumption Expenditure)
1.2   ใช้นโยบายทางการเงินโดยภาครัฐ กล่าวคือ ลดปริมาณเงินโดยการออกพันธบัตร    เพื่อชักจูงให้ประชาชนหันมาสนใจออมเงินมากกว่าที่จะใช้จ่ายเงิน
1.3       ใช้นโยบายการคลังโดยภาครัฐ กล่าวคือใช้มาตรการทางด้านภาษี  การเก็บภาษีมากขึ้นจะทำให้การจับจ่ายใช้สอยลดน้อยลงและรัฐบาลจะต้องลดค่าใช้จ่ายลง
1.4       ลดค่าใช้จ่ายการลงทุน(Investment Expenditure)
1.5     การควบคุมระดับราคาโดยตรง(Price Control) โดยภาครัฐบาลกำหนดราคาสินค้าและบริการไว้แน่นอน
2.       ภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนสูงขึ้น (Cost-Push Inflation)

เงินฝืด (Deflation)
                เงินฝืด หมายถึง สถานการณ์ตรงข้ามกับเงินเฟ้อ นั่นคือ ภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการทั่วไปลดลงเรื่อยๆ นี่ไม่ได้หมายความว่า สินค้าทุกชนิดจะต้องลงราคา และในสัดส่วนเดียวกัน อาจเป็นไปได้ว่าสินค้าบางชนิดมีราคาสูงขึ้น แต่เมื่อรวมราคาสินค้าทุกชนิดแล้ว คือราคาถัวเฉลี่ยจะลดลงจากเดิม
 
        ประเภทเงินฝืด แบ่งเป็น
1.       เงินฝืดอย่างอ่อน เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ราคาสินค้าในตลาดทั่วไปจะลดลงเล็กน้อย
2.       เงินฝืดอย่างปานกลาง มีผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจแต่ไม่รุนแรง ระดับราคาสินค้าทั่วไปในตลาดจะลดลงมากกว่าเงินฝืดอย่างอ่อน
3.       เงินฝืดอย่างรุนแรง
 
สาเหตุของภาวะเงินฝืด
1.       ธนาคารกลางพิมพ์ธนบัตรออกมาหมุนเวียนในตลาดน้อยเกินไป แต่อุปสงค์มีมาก
2.       ประชาชนนิยมเก็บเงินไว้กับตัวมากเกินไป
3.       การส่งเงินตราออกนอกประเทศมากเกินไป
4.       นโยบายธนาคารกลางออกกฎหมายเรียกเก็บเงินสำรองตามกฎหมายจากธนาคารพาณิชย์มากเกินไป จนไม่มีเงินที่จะสร้างเงินฝากหรือขยายเครดิต
5.       นโยบายของธนาคารพาณิชย์ไม่ขยายเครดิต ให้กู้ยืมสำหรับการลงทุนทั้งระยะสั้น ระยะยาว
6.       รัฐบาลควบคุมการซื้อสินค้าเงินผ่อน
7.       รัฐบาลเปลี่ยนแปลงเก็บภาษีในอัตราสูงขึ้น ทำให้รายได้ประชาชนลดลง เงินใช้สอยลดลง
8.       อัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศค่อนข้างสูง ทำให้ธนาคารพาณิชย์ประสบปัญหาในการกู้ยืมมาขยายเครดิต จำเป็นต้องกู้ยืมจากธนาคารกลาง
9.       เงินฝืดมักจะเป็นผลพวงมาจากภาวะฟองสบู่แตก   ทำให้เกิดปัญหาเกิดหนี้เสีย และความเชื่อมั่นต่อการลงทุนลดน้อยลง    ทำให้ภาคการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินค้าเชื่อมากขึ้น

ผลกระทบของภาวะเงินฝืด
กลุ่มผู้ได้ประโยชน์จากภาวะเงินฝืดได้แก่
1.       ผู้มีรายได้ประจำ เช่น พนักงานเงินเดือน ข้าราชการเกษียณได้รับบำนาญ
2.       ผู้ที่มีรายได้จากดอกเบี้ย หุ้นกู้ ผู้ถือหุ้น ซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้
3.       ผู้ที่เก็บเงินไว้กับตัวเอง
4.       ผู้มีรายได้จากค่าเช่า ผู้เช่าก็ต้องจ่ายในราคาเท่าเดิม  เพราะได้ทำสัญญาผูกมัดแล้ว  
                                 
กลุ่มผู้เสียประโยชน์จากภาวะเงินฝืด ได้แก่
1.       เจ้าของกิจการ นายจ้าง ผู้ผลิตสินค้า นักอุตสาหกรรม เมื่อระดับราคาสินค้าที่ผลิตออกมามีราคาลดต่ำลงเรื่อย ๆ แต่ต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนในการผลิตสูง ผู้ผลิตจะไม่ทำการผลิตอีกต่อไป หรืออาจจะลดการผลิตออกมาให้น้อยลง
2.       พ่อค้า นักธุรกิจ เมื่อการผลิตชะลอตัวลง    และหยุดชะงักการผลิต   พ่อค้า   นักธุรกิจ ก็ต้องขาดรายได้ คือ กำไร ตามไปด้วย 
3.       ลูกหนี้   ขณะที่ทำสัญญาขอกู้ยืมเงินมูลค่าของเงินคงที่ แต่เมื่อเกิดภาวะเงินฝืด มูลค่าของเงินมีค่ามากขึ้น   และการทำมาหากินฝืดเคือง   รายได้ไม่พอกับรายจ่าย เงินหายากขึ้น    แต่ต้องชำระหนี้ในมูลค่าเท่าเดิม
4.       ผู้เช่า เมื่อการผลิตชะลอตัวลง และลดต่ำลงเรื่อย ๆ ราคาสินค้าก็ลดลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น รายได้ที่รับเข้ามาก็ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย ผู้เช่าก็ต้องจ่ายเงินให้กับผู้ให้เช่าในราคาเท่าเดิม ไม่ได้ลดไปตามราคาสินค้า
5.       ผู้รับค่าจ้างรายวัน
6.   ผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน   ไม่สามารถกำหนดได้ว่าแต่ละวันจะมีรายได้เท่าไร บางวันมีรายได้
      น้อย บางวันมีรายได้มาก และบางวันไม่มีรายได้เลย เช่น  ผู้ที่รับจ้างทั่ว ๆ ไปไม่มี
      หลักแหล่ง
 
การแก้ไขภาวะเงินฝืด
1.ใช้นโยบายทางการเงิน   ได้แก่
1.1 ธนาคารกลางจะต้องพิมพ์ธนบัตรออก มาหมุนเวียนในตลาดให้สอดคล้องกับปริมาณของอุปสงค์และอุปทาน
1.2 ธนาคารจะต้องลดอัตราเงินสดสำรองตามกฏหมายแก่ธนาคารพาณิชย์ เพื่อที่จะทำให้มีการขยายเครดิตเพิ่มขึ้น
1.3 ประกาศควบคุมกำหนดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าประเภทจำเป็น เช่น ข้าว เนื้อสัตว์ น้ำมัน การขนส่ง ฯลฯ
2.ใช้นโยบายทางการคลัง   ได้แก่
2.1 รัฐบาลจะต้องกระจายรายได้ไปสู่ชนบท   ทำให้ประชาชนมีงานทำ มีรายได้เพิ่มขึ้น และเป็นการลงทุนให้ชนบท   เช่น   จัดให้มีโครงการสร้างงานในชนบท ( กสช. ) โดยเริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523   ใช้งบประมาณปีละ 3,500 ล้านบาท   ส่งผลให้ประชาชนในชนบทมีงานทำมากเพิ่มขึ้นมีแหล่งน้ำ   มีถนน  ทำให้เพิ่มผลผลิตตามไปด้วย
2.2 งบประมาณรายจ่ายรายจ่ายของรัฐบาลจะต้องจ่ายให้มีสภาพคล่องตัวยิ่งขึ้น จะทำให้เงินหมุนเวียนในตลาดรวดเร็วขึ้น    เช่น   รัฐบาลจ้างทำของ   ( ถนน เขื่อนกั้นน้ำ ชลประทาน ฯลฯ ) สั่งซื้อสินค้า เมื่อธุรกิจได้รับเงินของทางรัฐบาล จะทำให้เกิดการสร้างงานต่อไป
2.3 ขอกู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศและต่างประเทศ   ดอกเบี้ยถูกจ่ายคืนในระยะยาว มาลงทุนในโครงการที่ช่วยพัฒนาประเทศและสามารถให้ผลประโยชน์ตอบแทนได้
2.4  ประชาสัมพันธ์ให้นักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศมาลงทุน   โดยมีระยะปลอดภาษี   และให้ความสะดวกทุกประการ
2.5 ลดอัตราภาษีของรายได้บุคคลของประชาชน     ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น     เมื่อประชาชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น   การใช้จ่ายก็มีมากขึ้นตามลำดับ
2.6 ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ นำขึ้นมาใช้ เช่น แก๊สธรรมชาติ เท่ากับเป็นการสร้างงาน ทำให้ระบบเศรษฐกิจขยายตัวทำให้ภาวะเงินฝืดเบาบางลง
2.7 ส่งเสริมผลผลิตทางด้านการเกษตร    อุตสาหกรรมออกสู่ต่างประเทศ    โดยใช้การตลาดเป็นแกนนำ   ทำให้เงินตราไหลเข้าสู่ประเทศมากขึ้น
 
เงินตึงตัว    (Tight money)            
                เงินตึงตัว   คือ   สถานการณ์ที่มีปริมาณเงินหมุนเวียนในท้องตลาดน้อยมาก  ในขณะที่มีความต้องการเงินกู้ยืมสูง ในสถานการณ์เช่นนี้ อัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันการขยายตัวของการลงทุนและการผลิตกลับลดต่ำลง เป็นสภาพที่เงินหายาก เงินที่มีอยู่ในตลาดมีน้อยไม่พอกับความต้องการของประชาชน
ภาวะเงินตึงในระบบธนาคารพาณิชย์ นับว่าเป็นปัญหาที่ร้ายแรงที่เกิดขึ้น ในปี   2522   ซึ่งแท้จริงแล้วเริ่มส่อเค้ามาตั้งแต่ปี 2521   ดังจะเห็นได้จากอัตราส่วนระหว่างเงินให้กู้ยืม    กับเงินฝากธนาคารพาณิชย์ในปี 2521 อยู่ในเกณฑ์สูงสุดในประวัติศาสตร์การเงินไทย  กระทั่งก่อให้เกิดปัญหาภาวะเงินตึงที่ร้ายแรงในปี 2522
 
สาเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะเงินตึงตัว   
สามารถแบ่งได้เป็น 2  ด้านใหญ่ ๆ คือ
                                1. ด้านอุปทาน
2. ด้านอุปสงค์
1.   ด้านอุปทาน ประกอบด้วย
      1.1   การลดลงของอัตราการออม     (saving ratio)    โดยอัตราส่วนระหว่างการออมกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศมีแนวโน้มลดลง   ซึ่งทำให้ปริมาณเงินออมเข้าสู่ตลาดการเงินทั้งในระบบและนอกระบบ   เพิ่มขึ้นในอัตราลดลงก่อให้เกิดปัญหาภาวะเงินตึงตัวในระบบ   เนื่องจากการปริมาณเงินที่จัดสรรให้กู้แก่ธุรกิจเอกชนมีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น        ทั้งนี้การที่อัตราการออมมีแนวโน้มลดลงก็เป็นเพราะปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2515 เป็นต้นมา โดยในช่วงปี 2515-2521   อัตราเงินเฟ้อสูงกว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ   และมีการคาดกันว่าปัญหาเงินเฟ้อยังคงมีต่อไปรายจ่ายในการบริโภคก็จะเพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้กระทั่งทำให้อัตราการออมมีแนวโน้มลดลง
      1.2    การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ในอัตราที่ลดลง   สืบเนื่องจากอัตราส่วนระหว่างการออมกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศลดลงอย่างรวดเร็ว     เงินออมโดยสมัครใจของประชาชนส่วนที่เคลื่อนสู่ตลาดการเงินจึงมีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น   ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ด้วย   นอกจากนี้การเกิดปัญหาเงินเฟ้อในช่วงปี 2520-2522  ได้ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงมีค่าติดลบติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง    เป็นเหตุให้การเคลื่อนย้ายเงินออมออกสู่ตลาดเงินนอกระบบมากขึ้น
      1.3   การเพิ่มขึ้นของการออมที่ถูกบังคับ (forced savings) ซึ่งได้แก่ ภาษีอากรที่รัฐบาลเรียกเก็บจากประชาชนที่มีแนวโน้มสูงขึ้นนับแต่ปี 2519 เป็นต้นมา    สืบเนื่องมาจากการเพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐบาลทำให้มีการเร่งรัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ     กรณีดังกล่าวมีส่วนทำให้เงินออมโดยสมัครใจของประชาชนลดน้อยลง     ส่งผลให้เงินออมส่วนที่เคลื่อนย้ายสู่ตลาดการเงิน     ทั้งในระบบและนอกระบบลดลงกว่าที่ควรจะเป็น
      1.4    การลักลอบนำเงินออกประเทศ         สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในอินโดจีนตั้งแต่ปี   2522   ได้ส่งผลกระทบกระเทือนต่อเสถียรภาพทางการเมืองไทย  ทำให้มีการนำเงินออกนอกประเทศในรูปแบบต่าง ๆ มากเป็นเหตุให้ปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบมีน้อยกว่าที่ควร
      1.5    การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศ      การที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น     จนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในประเทศก่อให้เกิดเงินทุนไหลออก      เพื่อหาประโยชน์จากส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยในประเทศกับต่างประเทศ              นอกจากนี้ทางด้านสถาบันการเงินภายในประเทศ   โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ซึ่งนิยมกู้เงินจากต่างประเทศเป็นจำนวนค่อนข้างสูง   เพื่อนำมาจัดสรรให้กู้แก่เอกชนภายในประเทศก็ชะลอการกู้ลง    กรณีดังกล่าว  ทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจไทย
      1.6    วิกฤตการณ์ราชาเงินทุน     ซึ่งทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในสถาบันการเงินจึงหันไปถือเงินออมในรูปของสินทรัพย์ถาวร และหรือ เพิ่มการใช้จ่ายในการบริโภคมากขึ้นรวมทั้งโยกย้ายเงินออมจากตลาดเงินในระบบไปสู่ตลาดการเงินนอกระบบ
2.   ด้านอุปสงค์ ประกอบด้วย
      2.1   ภาวะเงินเฟ้อและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ         การที่ระบบเศรษฐกิจต้องประสบปัญหาภาวะเงินเฟ้อ      โดยเฉพาะนับแต่ปี   2520   เป็นต้นมานั้น   ย่อมทำให้รายจ่ายในการอุปโภคบริโภคของประชาชนเพิ่มขึ้น        และจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีกหากประชาชนคาดการณ์ว่า        ภาวะเงินเฟ้อจะมีมากยิ่งขึ้นในอนาคต         ขณะที่ระดับการผลิตในภาคเกษตรกรรมถูกกำหนดโดยปัจจัยทางด้านอุปทาน     แต่ระดับการผลิตในภาคอุตสาหกรรมถูกกำหนดโดยปัจจัยทางด้านอุปสงค์   ทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ     ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ในการบริโภคของประชาชนภายในประเทศ     ประกอบกับแรงกดดันของอุปสงค์จากต่างประเทศ   ได้มีผลให้ภาคอุตสาหกรรมขยายตัว      ซึ่งการเพิ่มของอุปสงค์ในการอุปโภคบริโภคและการขยายการผลิตในภาคอุตสาหกรรมล้วนมีผลให้อุปสงค์ในการใช้เงินเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูง
      2.2   การกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร      โดยปกติในภาวะที่อัตราเงินเฟ้อ        อยู่ในระดับใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ย่อมเป็นสิ่งจูงใจให้พ่อค้านายทุนกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไรซึ่งเป็นผลให้อุปสงค์ในการใช้เงินมีมากขึ้น
       2.3   การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศ ดังกล่าวในข้อ 1.5 นั้น ไม่เพียงแต่จะทำให้ปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมีน้อยกว่าที่ควรเท่านั้น แต่ยังมีผลให้อุปสงค์ในการใช้เงินในประเทศเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ควรอีกด้วย เพราะธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เคยอาศัยเงินกู้จากต่างประเทศในขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินในต่างประเทศต่ำกว่าภายในประเทศก็จะหันมากู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศ ทำให้ปริมาณเงินที่หมุนเวียนในประเทศลดน้อยลง
               
การแก้ไขภาวะเงินตึงตัว   
โดยใช้นโยบายเงินตึงตัว (Tight money Policy)                      
นโยบายเงินตึงตัว   ซึ่งเป็นนโยบายของธนาคารกลางในการควบคุม    หรือลดปริมาณเงิน และเพิ่มอัตราดอกเบี้ย   เพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ   หรือเพื่อเพิ่มอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่าง
                มาตรการที่ทางการเลือกใช้   เพื่อแก้ปัญหาเงินตึงตัวในปี   2522    นั้น   ทางการได้มุ่งที่จะเพิ่มอุปทานของสินเชื่อ   โดยเกือบมิได้สนใจใช้มาตรการในการลดอุปสงค์ในการใช้เงินเท่าที่ควรทั้งนี้   มาตรการที่สำคัญ ๆ ได้แก่
                1. การเปิดตลาดซื้อขายพันธบัตรรัฐบาล  เพื่อช่วยถ่ายเทเงินสดจากธนาคารพาณิชย์ที่มีเงินสดสำรองส่วนเกินมากไปสู่ธนาคารที่มีปัญหาสภาพคล่อง
                2. การยกเว้นภาษีดอกเบี้ยเงินกู้จากต่างประเทศ  เพื่อส่งเสริมให้สถาบันการเงินกู้เงินจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น  เพื่อช่วยผ่อนคลายปัญหาภาวะเงินตึง
                3. การลดอัตราส่วนระหว่างเงินสดสำรองกับยอดเงินฝาก เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์สามารถขยายสินเชื่อได้มากขึ้น
                4. การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารพาณิชย์ เพื่อช่วยเกื้อหนุนให้ธนาคารพาณิชย์สามารถระดมเงินออมจากประชาชนมากขึ้น   และนอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ประกาศยกเลิกการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับเงินฝากที่เป็นเงินตราต่างประเทศ  เพื่อให้ลอยตัวตามภาวะตลาดการเงินระหว่างประเทศมาตรการดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายที่จะดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศเพื่อให้อุปทานของสินเชื่อเพิ่มขึ้น
                5. การแก้ปัญหาสภาพคล่องของบริษัทเงินทุน   โดยให้บริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์กู้ผ่านธนาคารกรุงไทย  เพื่อแก้ปัญหาการขาดสภาพคล่องในระยะสั้น การลดวงเงินขั้นต่ำสำหรับการกู้ยืมของบริษัทเงินทุนจากประชาชนด้วยการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน        เพื่อระดมเงินออมจากประชาชน รวมทั้งการประกาศนโยบายการจัดตั้งสถาบันประกันเงินฝากบริษัทเงินทุน    เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน
                6. การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
                7.  ยกเลิกการควบคุมอัตราดอกเบี้ยสูงสุด     สำหรับการกู้ยืมที่ธนาคารพาณิชย์ให้แก่กิจการอุตสาหกรรมและเหมืองแร่     เพื่อส่งเสริมการขยายตัวของอุตสาหกรรมดังกล่าว     และปรับเพดานดอกเบี้ยให้กู้ยืม   เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์
 
ตัวอย่างกรณีศึกษา ภาวะเงินตึงตัว
วิกฤตการณ์ราชาเงินทุน
                ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย       เริ่มมีการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นครั้งแรกในวันที่    30 เมษายน 2518      การซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในระยะแรกมีไม่มากนัก      ในระยะหลังนักลงทุน    และนักเก็งกำไรเริ่มสนใจและหันมาเล่นหุ้นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม   ในช่วงปี  2521 - 2522 ได้เกิดความปั่นป่วนอย่างมากขึ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย   โดยปัญหาเริ่มมาจากบริษัทราชาเงินทุนจำกัด
บริษัท ราชาเงินทุน จำกัด นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 23 กันยายน 2520 โดยเริ่มต้นจากที่มีทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท และได้เพิ่มทุนมากขึ้นเป็นลำดับจนถึงเดือนมีนาคม 2522   บริษัทได้จดทะเบียนเพิ่มทุน 1,920 ล้านบาท และมีราคาเปิดที่  275  บาท แต่ในระยะเวลาเพียง 1 ปีต่อมาคือ วันที่ 15 พฤศจิกายน  2521 ราคาหุ้นได้สูงถึง 2,470  บาท
เมื่อเวลาผ่านไปได้ระยะหนึ่งก็มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดเกิดขึ้น    คือ   ราคาหุ้นของ บริษัทราชาเงินทุน จำกัด   เริ่มลดลงตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน 2521 จนกระทั่งเดือนมีนาคม 2522 เจ้าหน้าที่ทั้งที่เป็นสถาบันการเงิน และลูกค้าผู้ถือตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทได้เรียกร้องให้บริษัทชำระเงินคืนมากขึ้น     จนกระทั่งถึงเดือนเมษายน   2522     เช็คที่บริษัทสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้บางฉบับถูกธนาคารปฎิเสธการจ่ายเงิน    ทำให้บริษัทราชาเงินทุนประสบปัญหาการขาดสภาพคล่องและการขาดเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานอย่างมาก รวมทั้งปัญหาทางด้านการถอนเงินฝากอย่างมากเช่นกัน    จนเป็นเหตุให้    พล.อ.เกรียงศักดิ์     ชมะนันท์      นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเข้าไปควบคุม บริษัท ราชาเงินทุน จำกัด และต่อมาเมื่อวันที่ 20  สิงหาคม 2522     กระทรวงการคลังได้สั่งเพิกถอนใบอนุญาตของ บริษัท ราชาเงินทุน  จำกัด    นับแต่นั้นมาเหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นครั้งแรกที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประสบกับปัญหาราคาหุ้นตกต่ำอย่างมาก      อันเป็นเรื่องที่นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรในประเทศไทยไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน
ผลกระทบที่เกิดจากวิกฤตการณ์ราชาเงินทุน มี 2 ด้าน
1. ทำให้ทางเลือกของประชาชนในการถือเงินออมมีน้อยลง ซึ่งเป็นเหตุให้ประชาชนหันไปถือเงินออมในรูปของสินทรัพย์ถาวร        และการใช้จ่ายในการบริโภคมากขึ้น         อันมีส่วนทำให้อัตราส่วนระหว่างการออมกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในปี   2522    ลดลงอย่างมาก
2. วิกฤตการณ์ดังกล่าวนี้    ก่อให้เกิดการโยกย้ายเงินออมจากตลาดเงินในระบบ ไปสู่ตลาดการเงินนอกระบบ    ผลกระทบทั้งสองด้านนี้ล้วนแล้วแต่มีส่วนในการซ้ำเติม ปัญหาภาวะเงินตึงตัวทั้งสิ้น
จากตัวเลขดัชนีราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย   มีระดับราคาที่ 84.08   ในปี 2518    ระดับราคาที่ 82.7   ในปี 2519   และเพิ่มสูงขึ้นมากเป็น 181.59   ในปี 2520 และเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งเป็น 257.73 ในปี  2521   แต่หลังจากนั้นปี 2522 ดัชนีราคาหุ้นได้ลดลงอย่างรวดเร็วมากถึงระดับ 149.40
จากการใช้มาตรการทางการเงินดังกล่าวได้ทำให้สินเชื่อภาคเอกชนขยายตัวในอัตราที่ต่ำลง ซึ่งเป็นผลให้ปริมาณเงินลดลง    ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยให้กู้ยืมภายในประเทศ   ทำให้เงินไหลออกเพื่อลดภาระหนี้ต่างประเทศสุทธิ     จนเป็นเหตุให้เกิดภาวะเงินตึงตัวขึ้น   รัฐบาลจึงต้องแก้ไขภาวะเงินตึงตัว    และในขณะเดียวกันก็เป็นการเร่งระดมเงินออมด้วย โดยปรับโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์และเงินให้กู้ยืมเพิ่มขึ้นร้อยละ 1   เมื่อเดือนตุลาคม   2522   และปรับให้สูงขึ้นอีกร้อยละ 3   เมื่อเดือนมกราคม   2525  นอกจากนี้ยังได้ลดวงเงินขั้นต่ำสำหรับการกู้ยืมของบริษัทเงินทุนเอกชนจากที่กำหนดไว้เดิม       เพื่อช่วยระดมเงินออมของบริษัทเงินทุนอีกด้วย   ซึ่งมาตรการระดมเงินออมได้ผลดีอย่างยิ่ง
 
เงินผ่อนคลาย   (Easy Money )
เป็นภาวะทางการเงินที่ประนีประนอมกัน   ไม่ใช้วิธีการรุนแรง     เกิดขึ้นหลังจากภาวะเงินตึงตัว   เมื่อภาวะเงินตึงตัวเกิดขึ้นและได้ถูกแก้ไข ทำให้สถานการณ์ต่างๆ   ดีขึ้น    สภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เหมาะสมไม่สูงหรือต่ำเกินไป ทำให้ผู้กู้มีความสามารถในการชำระหนี้ได้อย่างไม่ลำบาก   จึงก่อให้เกิดการผ่อนคลายทางการเงิน ตัวอย่าง ในประเทศไทยเมื่อปี 2540 เกิดภาวะเงินตึงตัวมากที่สุด และเมื่อผ่านมาถึง ปี 2541 สภาวะทางการเงินเริ่มดีขึ้น ทำให้ประเทศไทยเกิดภาวะเงินผ่อนคลาย (easy money) เป็นต้น
 
 
 
view

 หน้าแรก

 บทความ

 รวมรูปภาพ

 เว็บบอร์ด

view